ประวัติพอดคาสต์

การขับไล่ Cathars จาก Carcassonne

การขับไล่ Cathars จาก Carcassonne


ในประเทศ Cathar ตอนที่หนึ่ง

ในความคิดเห็นของบทความล่าสุดเกี่ยวกับ Conques Tympanum มีผู้อ่านไม่กี่คนที่อ้างอิงถึง ‘Cathar Country’ ดังนั้น เมื่อมีรูปภาพจากการเดินทางไปภูมิภาคนี้ ฉันคิดว่าบทความที่มีภาพประกอบเกี่ยวกับ Cathars และพื้นที่ที่ตอนนี้หมี ชื่อของพวกเขาอาจเป็นที่สนใจ

ตั้งแต่เริ่มแรก ข้าพเจ้าควรชี้แจงให้ชัดเจนว่าบทความสั้นๆ นี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์เชิงลึกหรือเป็นวิพากษ์วิจารณ์ทางวิชาการเกี่ยวกับขบวนการทางศาสนาที่ตายไปนานแล้ว ค่อนข้างมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการแนะนำสั้น ๆ เกี่ยวกับหัวข้อ Catharism รวมทั้งคำแนะนำที่มีภาพประกอบเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันคิดว่าอาจเป็นตัวอย่างที่งดงามและถ่ายรูปได้มากที่สุดของสถาปัตยกรรมทางทหารในภูมิภาค มีสถานที่อื่นๆ อีกหลายแห่ง เช่น Montségur, Puilaurens, Lastours และ Foix ที่ฉันเคยไปเยี่ยมชม แต่ Carcassonne, Quéribus และ Peyrepartuse เป็นสถานที่โปรดของฉัน ถ้าผมสามารถส่งเสริมให้ผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับภูมิภาคนี้ใส่ Les Châteaux du Pays Cathare ในรายชื่อ ‘สถานที่น่าไปเยี่ยมชม’ ของพวกเขา หรือหากฉันสามารถกระตุ้นความสนใจของพวกเขาในหัวข้อนั้นได้ ฉันจะบรรลุวัตถุประสงค์หลักของฉันแล้ว

‘ประเทศคาธาร์’ เป็นคำที่ค่อนข้างทันสมัย ​​หรือที่อาจมีการดูถูกเหยียดหยามมากขึ้น เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาค Aude ทางตอนใต้ของฝรั่งเศสบริเวณชายแดนโบราณที่มีอาณาจักรอารากอน บางส่วนของสิ่งที่เรียกว่า ‘ปราสาทคาธาร์’ นั้นแท้จริงแล้วสร้างขึ้นโดยขุนนางในท้องถิ่นและในรูปแบบปัจจุบันของพวกมันในสมัยต่อมา

สถานที่หลักของประเทศ Cathar
CC BY-SA 3.0, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=5929

Catharism คืออะไร?

ต้นกำเนิดของความเชื่อ Cathar ดูเหมือนจะอยู่ในจักรวรรดิไบแซนไทน์จากที่มันแพร่กระจายผ่านเส้นทางการค้า นักวิชาการเชื่อว่า Catharism ไม่ได้ปรากฏเป็นเทววิทยาที่สามารถระบุตัวตนได้ จนกระทั่งราวปี 1143 เมื่อมีการกล่าวถึงในเยอรมนี อิตาลีตอนเหนือ และฝรั่งเศส ศาสนาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นอย่างดีในภูมิภาค Languedoc รอบ ๆ Albi และในเวลาที่ผู้ติดตามศาสนามักถูกเรียกว่า ‘Albigenses’

คำว่า ‘Cathar’ เป็นภาษากรีกในแหล่งกำเนิดหมายถึงไม่มีมลพิษหรือบริสุทธิ์ ดังนั้นคำว่า ‘Cathars’ อาจแปลว่า ‘คนบริสุทธิ์’ ได้ดีที่สุด แม้ว่าคำอธิบายนี้จะไม่ปรากฏว่ามีการใช้โดยสมัครพรรคพวกของศาสนา ที่เรียกตัวเองง่ายๆว่า Bons Chrétiens (คริสเตียนที่ดี) บอนส์ ฮอมส์ (คนดี) และ บอนส์ เฟมเมส (ผู้หญิงที่ดี) ตรงกันข้ามกับหลักคำสอนคาทอลิกเรื่อง monotheism (พระเจ้าองค์เดียว) ชาว Cathars เชื่อในลัทธิคู่นิยมของคริสเตียน นั่นคือมีพระเจ้าสององค์ องค์หนึ่งชั่วร้ายและอีกองค์ความดี เชื่อกันว่าพระเจ้าแห่งพันธสัญญาเดิมได้สร้างทุกสิ่งที่ชั่วร้ายในโลกฝ่ายเนื้อหนัง รวมทั้งมนุษยชาติ และพระเจ้าองค์นี้ที่พวกเขาระบุว่าเป็นซาตาน พระเจ้าอีกองค์หนึ่งคือพระเจ้าฝ่ายวิญญาณแห่งพันธสัญญาใหม่ ชีวิตจึงถูกมองว่าเป็นความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องระหว่างเทพทั้งสองนี้กับมนุษย์ซึ่งเป็นทูตสวรรค์จริงๆ ถูกประณามให้อาศัยอยู่ในอาณาจักรวัตถุของพระเจ้าที่ชั่วร้ายซึ่งพวกเขาสามารถหลบหนีได้โดยการละทิ้งวัตถุและฟื้นธรรมชาติของเทวดาโดยปรารถนาที่จะเป็น พาร์เฟ่ต์ หรือสมบูรณ์แบบ ดังนั้น ชาว Cathars ได้นมัสการพระเจ้าผู้ทรงเมตตาผู้รับผิดชอบข้อความของพระเยซูซึ่งพวกเขาพยายามปฏิบัติตามคำสอน ด้วยเหตุนี้ Cathars จึงเป็นนักพรตและมักจะตัดขาดจากผู้อื่นเพื่อไม่ให้เกิดมลพิษจากอิทธิพลภายนอก

เนื่องจากการปฏิบัติของ Cathar ขัดแย้งกับแนวทางปฏิบัติของคริสตจักรคาทอลิก พวกเขาจึงถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อคริสตจักรที่จัดตั้งขึ้น ตัวอย่างเช่น ชาว Cathars เชื่อว่าทุกคนควรจะสามารถอ่านพระคัมภีร์ในภาษาของตนเองได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอังกฤษจนถึงปี 1537 ในรัชสมัยของกษัตริย์ Henry VIII ในปี ค.ศ. 1229 สภาเถรแห่งตูลูสประณามงานแปลดังกล่าวและห้ามฆราวาสครอบครองคัมภีร์ไบเบิล

Inquisitor Bernard Gui ให้บทสรุปที่ดีเกี่ยวกับตำแหน่ง Cathar ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง:

ประการแรก พวกเขามักจะพูดว่าตนเองเป็นคริสเตียนที่ดี ไม่สบถ ไม่พูดเท็จ หรือกล่าวร้ายผู้อื่นว่าไม่ฆ่าคนหรือสัตว์ใดๆ หรือสิ่งใดก็ตามที่มีลมปราณแห่งชีวิต และพวกเขา มีศรัทธาของพระเจ้าพระเยซูคริสต์และพระกิตติคุณตามที่อัครสาวกสอน พวกเขาอ้างว่าตนครอบครองสถานที่ของอัครสาวกและด้วยเหตุดังกล่าวพวกเขาของคริสตจักรโรมันคือพระภิกษุสงฆ์เสมียนและพระภิกษุสงฆ์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สอบสวนบาปข่มเหงและเรียกพวกเขาว่าพวกนอกรีต แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนดีและเป็นคริสเตียนที่ดี

ไคลน์, ออสติน. “Cathars & Albigenses: What Was Catharism?” Learn Religions, 11 ก.พ. 2020, learnreligions.com/cathars-and-albigenses-249504.

สงครามครูเสดอัลบิเกนเซียน

ในปี ค.ศ. 1208 เปโตร เดอ กัสเตลโน ผู้แทนของสันตะปาปาถูกสังหารในขณะที่เขากำลังเดินทางกลับกรุงโรมโดยอัศวินที่คิดว่าเป็นลูกจ้างของเรย์มอนด์ที่ 6 เคานต์แห่งตูลูส ผู้นำฝ่ายค้าน Cathar หลังจากล้มเหลวในการเปลี่ยน Cathars กบฏกลับเป็นนิกายโรมันคาทอลิกด้วยสันติวิธี สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 ทรงเรียกสงครามครูเสดอย่างเป็นทางการ เนื่องจากทั้งกษัตริย์ฟิลิปแห่งฝรั่งเศสและพระโอรสของพระองค์ไม่พร้อมที่จะเป็นผู้นำในการรณรงค์ ขุนนางของเขาบางคน โดยเฉพาะซีโมน เดอ มงฟอร์ต จึงได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมในการสังหาร 20 ปีที่จะตามมา สมเด็จพระสันตะปาปาทรงมีพระราชกฤษฎีกาว่าสามารถยึดดินแดนของ Cathars และผู้สนับสนุนของพวกเขาได้ และสิ่งนี้นำไปสู่ยักษ์ใหญ่ทางเหนือจำนวนมากที่มุ่งหน้าลงใต้เพื่อเข้าร่วมสงครามครูเสดโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายศักดินาและด้วยเหตุนี้ความมั่งคั่งส่วนตัวของพวกเขา

เป้าหมายแรกของสงครามครูเสดคือการยึดครองดินแดน Trencavel ขุนนางแห่งการ์กาซอน เบซิเยร์ อัลบี และราเซส ในไม่ช้าการ์กาซอนก็ล้มลงเนื่องจากการขาดแคลนน้ำและการทรยศหักหลัง และเรย์มอนด์ โรเจอร์ เทรนคาเวลถูกจองจำในป้อมปราการของเขาเองซึ่งเขาเสียชีวิต (หรือถูกสังหาร) ในอีกสามเดือนต่อมา

ด้วยกองทัพที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาทางจิตวิญญาณและการทหารของอาร์โนด์-อาโมรี เจ้าอาวาสแห่งซิตูซ์ เบซิเยร์จึงถูกปิดล้อมในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1209 โดยมีผู้อยู่อาศัยคาทอลิกจำนวนมากปฏิเสธข้อเสนอทางผ่านที่ปลอดภัย และเลือกที่จะอยู่ต่อและต่อสู้กับพวกคาธาร์ เมื่อเขียน 30 ปีต่อมา พระภิกษุชาวโดมินิกันเล่าว่าหลังจากการยึดเมือง Arnaud-Amaury ถูกถามถึงวิธีบอก Cathars จากชาวคาทอลิกว่า ‘Caedite eos. Novit enim Dominus qui ซุนท์เออุส‘ – “ฆ่าพวกเขาทั้งหมด พระเจ้าจะทรงจำพระองค์เอง” ประตูโบสถ์ที่หลายคนลี้ภัยถูกพังทลายลง และผู้ลี้ภัยทั้งหมดภายใน (มีรายงานว่าชายหญิงและเด็ก 7,000 คน) ถูกทุบทิ้ง ถูกสังหาร แต่มีคนอีกจำนวนมากถูกฆ่าตายและพิการ ขณะที่กองทหารอาละวาดไปทั่วเมือง Arnaud-Amaury เขียนถึงสมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 “วันนี้ ฝ่าพระบาท ผู้นอกรีตกว่า 20,000 คนถูกฟันดาบโดยไม่คำนึงถึงยศ อายุ หรือเพศ”

‘การขับไล่ชาวการ์กาซอน 1209’ – Workshop of Master of Boucicaut (ประมาณ 1415) ที่มา: Wikipedia (สาธารณสมบัติ)

หลังจากการล้อมเมืองการ์กาซอน เดอ มงฟอร์ตได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้ากองทัพครูเซเดอร์ เขาถูกสังหารในปี ค.ศ. 1218 ขณะปิดล้อมตูลูส

การกดขี่ข่มเหงและการทำลายล้างของ Cathars

สงครามครูเสดสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1229 แต่ชาว Cathars บางคนรอดชีวิตมาได้ ดังนั้นตอนนี้จึงถูกพวกคาทอลิกไล่ตาม การสืบสวนก่อตั้งขึ้นในปี 1233 ประสบความสำเร็จในการบังคับให้ Cathars ที่เหลืออยู่ใต้ดินกับทุกคนที่ปฏิเสธที่จะละทิ้งการถูกแขวนคอหรือเผาที่เสา ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1244 Cathar Perfects มากกว่า 200 คนถูกเผาที่เชิงปราสาท Montségur ในกองไฟขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ปราท เดลส์ เครมัตส์,‘ สนามเผา. Cathar Perfect ที่รู้จักคนสุดท้ายถูกประหารชีวิตในปี 1231

การ์กาซอน

มุมมองทั่วไปของป้อมปราการจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

ในปี ค.ศ. 1240 ป้อมปราการถูกล้อมอีกครั้งเมื่อลูกชายของ Trencavel มาโจมตียักษ์ใหญ่ทางเหนือที่เข้ายึดครอง แม้ว่าการโจมตีจะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่เซนต์หลุยส์ได้เสริมกำลังการป้องกันอย่างมากด้วยการสร้างกำแพงชั้นนอกรอบกำแพงที่มีอยู่ด้วยฝีมือที่ล้ำค่าที่เรียกว่า ‘barbicans’ ซึ่งขนาบข้างด้วยหอคอยรอบทางเข้าเมือง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1270-1285 กองกำลังป้องกันได้รับการเสริมกำลังเพิ่มเติมโดย Philip the Bold บุตรชายของ St Louis ผู้ปรับระดับพื้นที่ระหว่างกำแพงที่เรียกว่า ‘lists’

พื้นที่ปรับระดับระหว่างผนังม่านด้านในและด้านนอกที่เรียกว่า Upper Lists

ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ ป้อมปราการนั้นเข้มแข็งและเมื่อเจ้าชายดำ บุตรชายของเอ็ดเวิร์ดที่ 3 แห่งอังกฤษได้ทำลายพื้นที่ดังกล่าวในช่วงสงครามร้อยปี เขาได้เลี่ยงป้อมปราการและเผาเมืองตอนล่างที่อยู่นอกกำแพงแทน

หอคอยนาร์บอนน์สองแห่งซึ่งขนาบข้างประตูหลักไปทางทิศตะวันออก ทางด้านขวามือคือ Tresau Tower ในขณะที่เบื้องหน้าคือสะพานชักและคูน้ำ

ความสำคัญของการ์กาซอนลดลงเมื่อสนธิสัญญา Pyrenean เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1659 แบ่งเขตแดนระหว่างฝรั่งเศสและสเปนไปทางเหนือของเทือกเขา Pyrenees เมืองนี้ทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว และในปี พ.ศ. 2349 ก็ได้ถูกถอดออกจากรายชื่อเมืองที่มีป้อมปราการ ตามมาในปี พ.ศ. 2393 โดยการถอนออกจากรายชื่อโบราณสถาน จากแรงกดดันจากเทศบาลและ Societé des Arts et Sciences ป้อมปราการถูกส่งกลับไปยังการควบคุมของกระทรวงกลาโหมและจัดประเภทใหม่เป็นเมืองที่มีป้อมปราการ Prosper Mérimée เมื่อเขาได้รับตำแหน่งผู้ตรวจการทั่วไปของอนุสาวรีย์โบราณ ได้ยื่นอุทธรณ์ไปยังปารีส และในปี 1853 สถาปนิก Viollet-le-Duc ได้ว่าจ้างให้ทำงานบูรณะและรวบรวมหอคอยและเชิงเทิน Viollet-le-Duc ถูกกล่าวหาว่าสร้างป้อมปราการยุคกลางในเวอร์ชันแฟนตาซีซึ่งอาจไม่ยุติธรรมหากปราศจากความกระตือรือร้น อนุสาวรีย์ที่มีเอกลักษณ์นี้คงไม่รอดจากสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่เราเห็นในทุกวันนี้

ทางขึ้นไปยังประตู Aude โดยมี Justice Tower และปราสาทอยู่ด้านหลัง

หากคุณไม่เคยไป Carcassonne มาก่อน คุณอาจจะนึกถึงฉากฮาๆ ใน ‘Robin Hood, Prince of Thieves’ (1991) ที่ซึ่ง Robin (Kevin Costner) ผู้ท้าทายทางภูมิศาสตร์และเพื่อนสนิทของเขา Azeem (Morgan Freeman) ขี่จาก The Seven Sisters ใน East Sussex ผ่าน Hadrian's Wall ใน Northumbria ไปยัง Nottingham ซึ่ง Carcassonne บรรเลงอย่างสวยงาม

วิวด้านทิศตะวันออกของปราสาท ทางด้านขวาจะเห็นกองไม้ที่ด้านบนเชิงเทินและหอคอย Rodez Postern, Samson Tower และ Avar Mill Tower

เที่ยวการ์กาซอน

การ์กาซอนซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่สมควรได้รับ ซึ่งในช่วงฤดูท่องเที่ยวอาจเป็นสถานที่ที่น่าผิดหวังในการเยี่ยมชมเนื่องจากมีผู้เข้าชมจำนวนมาก รถทัวร์เต็มไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก ขับไล่ผู้โดยสารที่เดินเตร่ไปรอบๆ ถนนแคบๆ โบราณที่เก่าแก่และเต็มไปด้วยร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกอย่างไม่มีจุดหมาย หากคุณสามารถไปเที่ยวนอกฤดูกาลได้ จะต้องตอบแทนความพยายามอย่างแท้จริง และเมืองนี้ก็น่ายินดีในการสำรวจและถ่ายภาพ ไกด์ทัวร์ก็คุ้มกับเงินที่จ่ายไป เราพักที่แคมป์สามคืนริมแม่น้ำเล็กๆ นอกกำแพงเมือง แต่ฉันจะไม่แนะนำที่นี่ เพราะมันมีเสียงดังและการรักษาความปลอดภัยที่นั่นหละหลวมมาก รั้วการเชื่อมโยงโซ่ถูกตัดและซ่อมแซมอย่างไม่ดี และเราเห็นเยาวชนในท้องถิ่นปีนเข้ามาโดยไม่ได้รับโทษ ไม่น่าแปลกใจเลยที่การโจรกรรมจากเต็นท์เป็นปัญหาใหญ่ ดังนั้นหวังว่าความปลอดภัยจะดีขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หากคุณกำลังตั้งแคมป์หรือคาราวาน แผนที่ดีกว่าคือพักที่แคมป์ที่คุณเลือกซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองและขับรถไปในวันนั้น

ในส่วนที่ 2 เราจะดูปราสาทสองแห่งที่ตั้งอยู่อย่างงดงามที่สุดในภูมิภาค – Quéribus และ Peyrepertuse


การพิชิตมัวร์ของคาบสมุทรไอบีเรีย (710-756)

ในศตวรรษที่ 5 ชาววิซิกอธได้รับมอบหมายจากจักรวรรดิโรมันตะวันตกให้ยึดครองฮิสปาเนียจากกลุ่มแวนดัลส์และอลัน ในทางกลับกัน Visigoths ได้รับ Roman Hispania และ Southern Gaul เป็นเหยื่อ ในปี ค.ศ. 476 จักรพรรดิโรมันองค์สุดท้ายถูกโอโดเอเซอร์ขับไล่ และชาววิซิกอธได้ปกครองฮิสปาเนียเป็นอาณาจักรอิสระ

ในการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ Visigothic Wittiza ในปี ค.ศ. 710 Roderic ได้เข้ายึดอาณาจักรและ Byzantine exarch ศัตรูของ Roderic ได้แก่ Julian the Count of Ceuta ผู้ซึ่งปกป้องครอบครัวของ Wittiza และพรรคพวกอื่น ๆ พร้อมด้วย Arians และชาวยิวที่หนีการกดขี่ข่มเหงด้วยน้ำมือของนิกายโรมันคา ธ อลิก จูเลียนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทาริก อิบน์ ซิยาด ผู้ว่าการชาวมัวร์ซึ่งอยู่ใกล้เคียง เขาจัดหาเรือให้กับกองกำลังมัวร์ซึ่งประกอบด้วยชาวแอฟริกัน เบอร์เบอร์และชาวอาหรับเพื่อลงจอดที่ยิบรอลตาร์เพื่อช่วยเขาในการต่อสู้กับโรเดริก ดังนั้นการเริ่มต้นชัยชนะของอุมัยยะฮ์ในฮิสปาเนียจากพวกวิซิกอธจึงเริ่มขึ้น

Roderic ผู้ซึ่งเคยต่อสู้กับ Basques ทางตอนเหนือได้รวบรวมกองกำลังของเขาและเดินไปทางใต้ซึ่งเขาพ่ายแพ้โดย Tariqibn Ziyadatการต่อสู้ของ Guadalete (ที่แม่น้ำ Guadalete ทางตอนใต้ของคาบสมุทรไอบีเรีย) ในปี 711 . ความพ่ายแพ้ของเขาส่งผลให้ ส่วนหนึ่งจากการละทิ้งกองทหารกอธิคภายใต้การบังคับบัญชาของโอปปัสน้องชายของวิตติซา บิชอปแห่งเซบียา หลังจากการสู้รบ การปกครองของ Visigothic ล่มสลาย โดย Agila ยอมจำนนดินแดนของเขาในปี 712 Pelayo ขุนนางผู้ควบคุมราชองครักษ์ของ Roderic (Comes Spatharius) หนีการสู้รบและกลับไปที่ Asturias บ้านเกิดของเขาเพื่อจัดกลุ่มใหม่

โมซาแรบ: คริสเตียนในดินแดนที่ถือครองของชาวมุสลิม

มูลาดี: ชาวคริสต์ที่เข้ารับอิสลามหลังจากการมาถึงของทุ่ง

คนทรยศ: คริสเตียนที่เข้ารับอิสลามและมักต่อสู้กับอดีตผู้นับถือศาสนาร่วมกัน

การสนทนาของชาวยิว: ชาวยิวที่มาเป็นคริสเตียน บางคนเป็นชาวยิวที่เข้ารหัสลับที่ฝึกฝนศาสนายิว ในที่สุดชาวยิวทั้งหมดถูกบังคับให้ออกจากสเปนในปี 1492 โดยเฟอร์ดินานด์และอิซาเบลลาและโปรตุเกสในอีกหลายปีต่อมา ลูกหลานของ Converso กลายเป็นเหยื่อของการสืบสวนของสเปนและโปรตุเกส

โถโคลนéjar: ชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่ชาวคริสต์ยึดครองซึ่งมักจะเป็นชาวนา สถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเฉพาะของอิฐอะโดบีมักใช้ในโบสถ์ซึ่งได้รับมอบหมายจากขุนนางคนใหม่ ลูกหลานของพวกเขาหลังจาก 1492 ถูกเรียก Moriscos

ในช่วงสามปีถัดมา ชาวมัวร์ได้ยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของฮิสปาเนีย ซึ่งมักได้รับความช่วยเหลือและต้อนรับจากชนพื้นเมือง หลังปี ค.ศ. 714 คาบสมุทรไอบีเรียส่วนใหญ่มักเรียกชื่อภาษาอาหรับว่า อัล-อันดาลุส

ที่แผ่ขยายไปทางเหนือ โดย 719 ชาวทุ่งกำลังโจมตี Septimania ทางตอนใต้ของ Francia ซึ่งเป็นพื้นที่ที่รู้จักกันในชื่อ Languedoc พวกเขาพิชิตทั้งบาร์เซโลนาและนาร์บอนน์ในปี 720 ในปีพ.ศ. 721 กองกำลังผสมของชาวอากีตาเนียนและแฟรงค์ภายใต้ดยุคโอโดแห่งอากีแตนได้พ่ายแพ้ต่อกองทัพมุสลิมที่ปกครองโดยผู้ว่าการอัลอันดาลุส (อัล-ซัมห์ อิบน์ มาลิก อัลคอลานี) ในการสู้รบ ของตูลูส พวกแฟรงค์ล้อมและทำร้ายผู้บัญชาการมัวร์อย่างรวดเร็วและทำลายกองกำลังของเขา (ถูกกล่าวหาว่าเป็นมุสลิม 375,000 คน) ในสิ่งที่ถือว่าเป็นหนึ่งในความพ่ายแพ้ทางทหารที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์มุสลิม การจู่โจมของชาวมุสลิมไปถึงเมืองออตุนในดินแดนแฟรงก์ในปี 725 ในที่สุด ทุ่งก็ได้รับการตรวจสอบโดยชาร์ลส์ มาร์เทลในปี 732 ที่ยุทธการตูร์ จากนั้นชาวมัวร์ก็ตั้งรกรากอยู่ในคาบสมุทรไอบีเรีย ก่อตั้งรัฐเอมิเรตภายใต้ชื่อรองของกาหลิบในดามัสกัส ขุนนางพื้นเมืองได้รับอนุญาตให้รักษาทรัพย์สินและสถานะทางสังคมของตนไว้ได้ตราบเท่าที่พวกเขารับอิสลาม และการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง การแบ่งเขตการปกครองยังคงอยู่ แต่ผู้บริหารท้องถิ่นถูกแทนที่โดยชาวมุสลิมอาหรับ ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายการเลือกปฏิบัติ (ประมวลกฎหมายของอูมาร์) เพื่อสร้างความมั่นใจในความเป็นอันดับหนึ่งของศาสนาอิสลามเหนือศาสนาคริสต์และศาสนายิวในสังคม

ในปี ค.ศ. 729 ชาวมุสลิมใน Cerdanya (ภูมิภาคหนึ่งในตอนนี้คือเทือกเขาพิเรนีสของฝรั่งเศส) ได้เปลี่ยนความจงรักภักดี พวกเขากบฏได้รับการสนับสนุนจากดยุคโอโดแห่งอากีแตน แต่การกบฏถูกกองกำลังมุสลิมปราบปราม ทั้งสองฝ่ายได้พบกันอีกครั้งในอีกไม่กี่ปีต่อมาในปี 732 ที่แม่น้ำ Garonne ใกล้เมืองบอร์กโดซ์ เมื่อกองทัพมุสลิมที่นำโดยอับดุล ราห์มาน อัล-กาฟิกี เอาชนะกองกำลังอากีตาเนียภายใต้ดยุคโอโดแห่งอากีแตน พวกมัวร์ก็ปล้นอากีแตน

จุดเปลี่ยนได้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากนั้น เมื่อผู้บัญชาการกองบัญชาการ Charles Martel "Charles the Hammer" เอาชนะกองทัพมุสลิมจำนวน 60,000 ที่แข็งแกร่งในยุทธการตูร์ Abdul Rahman Al Ghafiqi ถูกสังหารและความก้าวหน้าทางเหนือของศาสนาอิสลามในยุโรปก็หยุดลง ถูกปิดกั้นไปทางทิศเหนือ พวกเขายึดอาวีญงในหุบเขา Rhône ใน 737 และเมืองอื่นๆ รวมทั้งนาร์บอนน์

ภายใต้การปกครองของ Umayyad Emirate of Córdoba (756-929) พวกเขาสูญเสีย Narbonne ให้กับ Franks ในปี 759 การพิชิตครั้งสุดท้าย ในการจับภาพนาร์บอนน์นี้ กษัตริย์ปิปปินผู้น้องได้ยุติการปกครองของชาวมุสลิมทางตอนเหนือของไอบีเรีย

ตอนนี้พวกแฟรงค์เริ่มโจมตีมุสลิมในสเปน ในปี 778 แฟรงค์นำโดยชาร์ลมาญโจมตีซาราโกซา แต่ถูกบังคับให้ถอนตัว บาสก์ซุ่มโจมตีกองทัพของชาร์เลอมาญขณะข้ามเทือกเขาพิเรนีสทางเหนือออกจากไอบีเรีย พวกเขาขย้ำกองหลัง Frankish อย่างรุนแรง สังหารผู้บัญชาการหลายคนรวมถึง Breton Markgraf Hruotland (ที่มีชื่อเสียง "Roland")

ในปี 792 ฮิชามที่ 1 ประมุขแห่ง Córdoba เรียกญิฮาดเพื่อต่อต้านพวกนอกศาสนาในอัล-อันดาลุส ชาวมุสลิมหลายหมื่นคนจากที่ไกลที่สุดเท่าที่ซีเรียรับฟังการเรียกร้องของเขาและข้ามเทือกเขาพิเรนีสเพื่อทวงดินแดนที่สูญหายกลับคืนมา เมืองต่างๆ รวมทั้งนาร์บอนน์ถูกทำลาย แต่การบุกรุกได้หยุดที่การ์กาซอน

ไม่นานโต๊ะก็หมุนอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 800 ชาร์ลมาญรับตำแหน่งบาร์เซโลนา และได้รับตำแหน่ง "Holy Roman Emperor" โดยสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 3 ซึ่งเป็นแบบฝึกหัดการสร้างอำนาจโดยสันตะปาปาซึ่งไม่มีสิทธิ์ในการแต่งตั้งจักรพรรดิจนกระทั่งถึงเวลานั้น เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดความขุ่นเคืองในส่วนของจักรพรรดิตัวจริงที่ยังคงอยู่ในกรุงคอนสแตนติโนเปิล หลังจาก 800 ภูมิภาครอบบาร์เซโลนาจะกลายเป็นรัฐกันชนระหว่างดินแดนแฟรงก์และชาวมุสลิม - ที่รู้จักในชื่อ Marca Hispanica (Hispanic Marches)

ในปี ค.ศ. 806 กองทัพแฟรงก์ยึดปัมโปลนาได้ แต่ไม่สามารถชนะตอร์โตซาได้ในปี ค.ศ. 808 จนถึงตอนนี้ ชาร์ลมาญก็เข้าควบคุมแคว้นคาตาโลเนียทั้งหมดแล้ว เสร็จสิ้นสถานะกันชนของฮิสแปนิกมาร์เชสซึ่งจะคงไว้จนถึงปี 874

ในเวลานี้เป็นเรื่องปกติที่กลุ่มต่างๆ จะรวมตัวกันเป็นพันธมิตรที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา ตัวอย่างเช่น กลุ่มกบฏกอธิคโจมตีบาร์เซโลนาในปี 827 โดยได้รับการสนับสนุนจากเมยยาด เบอร์นาตแห่งเซปติมาเนียยึดเมืองไว้กับกองกำลังพันธมิตร ต่อมา วิลเลียม บุตรของเบอร์นัตแห่งเซปติมาเนียได้คืนมาในปี 848

ในศตวรรษที่สี่จาก 873 Wilfred the Hairy เคานต์แห่งบาร์เซโลนาได้ก่อตั้งอาณาจักรคริสเตียนขึ้นโดยมีระดับความเป็นอิสระจากกษัตริย์ที่ส่ง

โดย 920 อำนาจของชาวมุสลิมก็เพิ่มขึ้นอีกครั้ง ในปีนั้นกองกำลังมุสลิมได้ข้ามเทือกเขาพิเรนีส เข้าสู่เมืองกัสโคนี และไปถึงประตูเมืองตูลูส


The Inquisition พัฒนาขึ้นในเวลาต่อมาอย่างไร

ย้อนกลับไปในปี 1184 สมเด็จพระสันตะปาปาลูเซียสที่ 3 และจักรพรรดิเฟรเดอริคได้กำหนดแผนงานสำหรับการปราบปรามพวกนอกรีต เอกสารนี้, โฆษณา abolendumบางครั้งเรียกว่ากฎบัตรของ Inquisition เพราะมันเป็นตัวกำหนดทิศทางของการพัฒนาในอนาคต สภาลาเตรันที่สี่ในปี ค.ศ. 1215 ได้สั่งให้พระสังฆราชทั้งหมดทำการไต่สวนประจำปี หากมีความสงสัยในลัทธินอกรีตในสันตะสำนัก แต่การไต่สวนของเอพิสโกพัลเหล่านี้พบว่าไม่เพียงพอสำหรับภารกิจ

การสืบสวนต่อต้าน Cathars of the Languedoc ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยน ตอนนี้คริสตจักรมีอาวุธที่พิสูจน์ได้ สามารถทำซ้ำและใช้กับผู้อื่นได้ ในอีกหลายร้อยปีข้างหน้าจะมีการสืบสวนจำนวนมาก พวกเขาได้รับการต่อต้านพวกนอกรีตและถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด นิกายที่ไม่เห็นด้วย Cathars มุสลิม ชาวยิว และสมาชิกของศาสนาอื่น ๆ พวกเขายังถูกต่อต้านพวกนักคิดอิสระ พวกนอกศาสนา ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า และผู้ดูหมิ่นศาสนา

รูปบนมหาวิหารที่การ์กาซอน

ความนอกรีตมักถูกแสดงเป็นรูปแบบของการจงใจปิดตา


Cathars and Carcassonne: ประวัติศาสตร์และมรดกของกลุ่มคริสเตียนยุคกลางและฐานที่มั่นสุดท้าย

“คริสตจักรโรมัน [กล่าว] ว่าพวกนอกรีตที่พวกเขาข่มเหงเป็นคริสตจักรของหมาป่า แต่นี่มันไร้สาระ เพราะหมาป่าไล่ตามและฆ่าแกะมาโดยตลอด และวันนี้มันจะต้องเป็นอีกทางหนึ่งเพื่อให้แกะ *รวมรูปภาพ
*รวมบัญชียุคกลาง
*รวมแหล่งข้อมูลออนไลน์และบรรณานุกรมสำหรับการอ่านเพิ่มเติม
*รวมสารบัญ

“คริสตจักรโรมัน [กล่าว] ว่าพวกนอกรีตที่พวกเขาข่มเหงเป็นคริสตจักรของหมาป่า แต่นี่เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะหมาป่าไล่ตามและฆ่าแกะมาโดยตลอด และวันนี้คงต้องเป็นอีกทางหนึ่งที่แกะจะโกรธจนกัด ไล่ตาม และฆ่าหมาป่า และสำหรับหมาป่า จงอดทนให้แกะกินเสียเถิด!” – ข้อความที่ตัดตอนมาจากข้อกล่าวหาของ Cathars

ปัจจุบันการ์กาซอนเป็นเมืองหลวงของแผนก Aude ในภูมิภาค Occitanie ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ห่างจากตูลูสประมาณ 58 ไมล์ ตั้งอยู่ริม "โค้งไปทางทิศตะวันออก" ของน่านน้ำโคบอลต์ระยิบระยับของแม่น้ำ Aude ซึ่งทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นระหว่างสองเมืองของเมือง: Cité และ Ville Basse เป็น Cité แบบเก่าที่ดึงดูดผู้เข้าชมส่วนใหญ่ของการ์กาซอน (ปีละ 3 ล้านคน) เนื่องจากเป็นที่ตั้งของป้อมปราการเก่าแก่ที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย และคาดว่าน่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังปราสาทที่มีเสน่ห์ในภาพยนตร์เรื่อง Walt Disney's เจ้าหญิงนิทราคลาสสิกที่ได้รับรางวัลปี 1959 แต่เมืองที่น่าทึ่งแห่งนี้เป็นมากกว่าสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการถ่ายภาพงานแต่งงานและการหลงตัวเองในโซเชียลมีเดีย เพราะเมืองนี้เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ยุคกลาง

ดินแดนแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของตำนานและประเพณีท้องถิ่นมากมาย เมื่อโลกเปียกโชกไปด้วยพายุที่รุนแรง ดินสีแดงที่พังทลายจะลอยลงสู่แม่น้ำ Aude ทำให้น้ำเป็นสีแดงเข้ม ปรากฏการณ์ที่สวยงามแต่ชวนหลอน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "เลือดของชาวคาธาร์" เป็นสัญลักษณ์เตือนใจถึงการหลั่งเลือดของ "พวกนอกรีต" เหล่านี้ด้วยน้ำมือของคริสตจักรคาทอลิก

แม้จะมีเหตุการณ์ที่ขัดแย้งกันและเชื่อว่าเป็นการนอกรีต ดูเหมือนว่าการล่มสลายของ Cathars จะนำคำสาปแช่งอันเป็นนิรันดร์มาสู่ภูมิภาคนี้ ดังที่ชาวนานิรนามคนหนึ่งซึ่งบันทึกโดย Jean Duernoy นักยุคกลางชาวฝรั่งเศสกล่าวไว้ว่า “เนื่องจากพวกนอกรีตถูกไล่ออกจาก Sabartes อากาศในบริเวณนี้จึงไม่มีอีกต่อไปแล้ว” ทนายความอีกคนจากธารสะท้อนความรู้สึกของเขาโดยยืนยันว่า “เมื่อพวกนอกรีตอาศัยอยู่ในดินแดนเหล่านี้ เราไม่มีพายุและฟ้าผ่ามากนัก ตอนนี้เราอยู่กับฟรานซิสกันและโดมินิกัน สายฟ้าฟาดบ่อยขึ้น ”

Cathars and Carcassonne: ประวัติความเป็นมาและมรดกของกลุ่มคริสเตียนยุคกลางและฐานที่มั่นสุดท้ายจะตรวจสอบต้นกำเนิดของกลุ่มและเมือง นอกจากรูปภาพที่แสดงถึงบุคคล สถานที่ และเหตุการณ์สำคัญแล้ว คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Cathars และ Carcassonne อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน . มากกว่า


Cathars and Carcassonne: ประวัติศาสตร์และมรดกของกลุ่มคริสเตียนยุคกลางและฐานที่มั่นสุดท้าย (ไม่ย่อ)

“คริสตจักรโรมัน [กล่าว] ว่าพวกนอกรีตที่พวกเขาข่มเหงเป็นคริสตจักรของหมาป่า แต่นี่เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะหมาป่าไล่ตามและฆ่าแกะมาโดยตลอด และวันนี้คงต้องเป็นอีกทางหนึ่งที่แกะจะโกรธจนกัด ไล่ตาม และฆ่าหมาป่า และสำหรับหมาป่า จงอดทนให้แกะกินเสียเถิด!” – ข้อความที่ตัดตอนมาจากข้อกล่าวหาของ Cathars

ปัจจุบันการ์กาซอนเป็นเมืองหลวงของแผนก Aude ในภูมิภาค Occitanie ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ห่างจากตูลูสประมาณ 58 ไมล์ ตั้งอยู่ริม "โค้งไปทางทิศตะวันออก" ของน้ำโคบอลต์ที่ส่องประกายของแม่น้ำ Aude ซึ่งทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นระหว่างสองเมืองของเมือง: Cité และ Ville Basse เป็น Cité แบบเก่าที่ดึงดูดผู้มาเยือนส่วนใหญ่ของการ์กาซอน (ปีละ 3 ล้านคน) เนื่องจากเป็นที่ตั้งของป้อมปราการเก่าแก่ที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยายและน่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังปราสาทที่มีเสน่ห์ Walt Disney's ได้รับการยกย่องว่าเป็นเจ้าหญิงนิทราคลาสสิกปี 1959 แต่เมืองที่น่าทึ่งแห่งนี้เป็นมากกว่าสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการถ่ายภาพงานแต่งงานและการหลงตัวเองในโซเชียลมีเดีย เพราะเมืองนี้เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ยุคกลาง

ดินแดนแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของตำนานและประเพณีท้องถิ่นมากมาย เมื่อโลกเปียกโชกไปด้วยพายุที่รุนแรง ดินสีแดงที่พังทลายจะลอยลงไปในแม่น้ำ Aude ทำให้น้ำเป็นสีแดงเข้ม ปรากฏการณ์ที่สวยงามแต่ชวนหลอน ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "เลือดของชาวคาธาร์" เป็นสัญลักษณ์เตือนใจถึงการหลั่งเลือดของ "พวกนอกรีต" เหล่านี้ด้วยน้ำมือของคริสตจักรคาทอลิก

แม้จะมีเหตุการณ์ที่ขัดแย้งกันและเชื่อว่าเป็นการนอกรีต ดูเหมือนว่าการล่มสลายของ Cathars จะนำคำสาปแช่งอันเป็นนิรันดร์มาสู่ภูมิภาคนี้ ดังที่ชาวนานิรนามคนหนึ่งซึ่งบันทึกโดย Jean Duernoy นักยุคกลางชาวฝรั่งเศสกล่าวไว้ว่า “เนื่องจากพวกนอกรีตถูกไล่ออกจาก Sabartes อากาศในบริเวณนี้จึงไม่มีอีกต่อไปแล้ว” ทนายความอีกคนจากธารสะท้อนความรู้สึกของเขาโดยยืนยันว่า “เมื่อพวกนอกรีตอาศัยอยู่ในดินแดนเหล่านี้ เราไม่มีพายุและฟ้าแลบมากนัก ตอนนี้เราอยู่กับฟรานซิสกันและโดมินิกัน สายฟ้าฟาดบ่อยขึ้น ”

Cathars and Carcassonne: ประวัติศาสตร์และมรดกของกลุ่มคริสเตียนยุคกลางและฐานที่มั่นสุดท้าย ตรวจสอบที่มาของกลุ่มและเมือง


ประเทศ Cathar


เรื่องของ Cathars
พวก "คาธาร์" เองไม่ใช่เผ่าพันธุ์ หรือเป็นคนที่พวกเขาเป็นสาวกของคริสตจักรที่ไม่เห็นด้วยที่เฟื่องฟูในหลายส่วนของยุโรปในช่วงยุคกลางตอนต้น
Catharism - หมายถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง (เช่นใน catharsis) - เป็นประเภทของโปรเตสแตนต์โปรเตสแตนต์ที่ส่งเสริมค่านิยมของความเสมอภาค ความใกล้ชิด และการกุศล และหันหลังให้กับความโอ่อ่าตระการ ลำดับชั้น และความมั่งคั่งทางโลกของคริสตจักรคาทอลิกในสมัยนั้น Cathars เชื่อว่าโลกถูกปกครองโดยพระเจ้าผู้มุ่งร้าย และสวรรค์เป็นโลกของพระเจ้าที่ดี: แนวความคิดเกี่ยวกับพระเจ้าแบบสองขั้วนี้ไม่ได้มีลักษณะเฉพาะของ Catharism แต่เป็นสาเหตุเพียงพอสำหรับคริสตจักรคาทอลิกในสมัยนั้นที่จะตราหน้า Catharism เป็น บาป.
Catharism ไม่มีผู้ก่อตั้งหรือผู้นำที่ได้รับมอบหมายและไม่ได้หยั่งรากในที่เดียว ดูเหมือนว่าจะมีต้นกำเนิดในโลกไบแซนไทน์ และได้แพร่กระจายไปยังยุโรปผ่านโบสถ์ในบัลแกเรีย เมื่อถึงศตวรรษที่ 11 มีผู้เชื่อของ Cathar อยู่ทั่วยุโรป รวมทั้งอังกฤษด้วย แต่สถานที่แห่งหนึ่งที่โบสถ์ Cathar เฟื่องฟูจริงๆ และสถานที่ที่คำว่า Cathar นั้นมีความเกี่ยวข้องกันอย่างมากในขณะนี้ คือพื้นที่ครึ่งทางใต้ของแคว้น Occitanie ของฝรั่งเศส (Languedoc และ Midi-Pyrénées)

Cathars และ Languedoc
ในยุคกลางตอนต้น ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่เล็กกว่าตอนนี้มาก พื้นที่ที่เป็นฝรั่งเศสในปัจจุบันนั้นเป็นแหล่งรวมของอาณาจักร ขุนนาง และมณฑล บางแห่งมีความจงรักภักดีต่อมกุฎราชกุมารของฝรั่งเศส "Languedoc" เป็นชื่อสามัญที่มอบให้กับทางตอนใต้ของประเทศ โดยที่พวกเขาไม่ได้พูดภาษาฝรั่งเศสเลย แต่เป็นตระกูลภาษาระหว่างภาษาฝรั่งเศสและสเปนที่รู้จักกันในชื่อ "les langues d'oc" หรือ Occitanian บางพื้นที่ใน "Occitania" นี้ส่วนใหญ่เป็นอิสระ ส่วนอื่น ๆ เป็นของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ อื่น ๆ รวมถึงบางส่วนของ "ประเทศ Cathar" ของอาณาจักรอารากอน เหนือสิ่งอื่นใด ดินแดนในเขตชายแดนนี้อยู่ติดกับเทือกเขาพิเรนีสตะวันออกซึ่งห่างไกลจากมหาอำนาจของยุโรป - ปารีส ลอนดอน และโรม - เปลี่ยนมือบ่อยครั้งตามพันธมิตรและการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ การแต่งงานและความตาย ในบรรดาผู้ปกครองท้องถิ่น ที่สำคัญที่สุดคือ เคานต์แห่งตูลูส
เช่นเดียวกับในศตวรรษต่อมา ความขัดแย้งทางศาสนาไม่ได้เป็นเพียงคำแถลงเกี่ยวกับเทววิทยา แต่เป็นวิธีที่ผู้ปกครองและประชาชนในท้องถิ่นสามารถยืนยันความแตกต่างและความเป็นอิสระทางวัฒนธรรมของพวกเขาจากมหาอำนาจยุโรปในยุคนั้น คริสตจักรคาทอลิก และกษัตริย์แห่งฝรั่งเศส
ดังนั้น ผู้คนและขุนนางส่วนใหญ่ของ Languedoc จึงรับเอา Cathar นอกรีต และด้วยเหตุนี้การทำตนจึงเหินห่างจากชาวฝรั่งเศสและจากกรุงโรม ในช่วงต้นศตวรรษที่ 13 Catharism ได้ยึดครองพื้นที่ดังกล่าวอย่างเข้มแข็งซึ่งในปี 1208 สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 ได้เปิดตัวสงครามครูเสดอัลบิเกนเซียนที่มีชื่อเสียง - สงครามครูเสดที่มุ่งเป้าไปที่ไม่ต่อต้านพวกนอกรีต แต่ต่อต้าน "คาธาร์" ที่ "นอกรีต" เป็นเวลายี่สิบปีที่พวกครูเซดซึ่งนำโดยบารอนแห่งฝรั่งเศสรวมถึงไซมอน เดอ มงฟอร์ต เอิร์ลแห่งเลสเตอร์ ถูกไล่ออกและปล้นสะดมพื้นที่ สังหารหมู่ Cathars หรือเปลี่ยนพวกเขาด้วยการบังคับเป็นนิกายโรมันคาทอลิก ในช่วงต้นทศวรรษ 1220 ความมั่งคั่งของ Cathars ฟื้นคืนชีพขึ้นมา ทำให้เกิดสงครามครูเสดระลอกที่สองซึ่งนำโดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 8 และต่อมาคือพระเจ้าหลุยส์ที่ 9 ในที่สุด พื้นที่ส่วนใหญ่ก็ถูกปราบปราม และในปี ค.ศ. 1229 มีการลงนามสนธิสัญญาโมซ์-ปารีส นำชาวอ็อกซิตาเนียเกือบทั้งหมดเข้าสู่อาณาจักรแห่งมงกุฎฝรั่งเศส กระเป๋าของการต่อต้าน Cathar จัดขึ้นในอีกยี่สิบหกปีข้างหน้า

เพื่อรวมพลังของพวกเขา ปรมาจารย์ชาวฝรั่งเศสคนใหม่ของ Languedoc ได้สร้างและบำรุงรักษาเมืองที่มีป้อมปราการและปราสาทป้องกันอันยิ่งใหญ่ของพื้นที่ พวกเขาเสริมกำลังการป้องกันของเมืองที่มีกำแพงล้อมรอบ เช่น Carcassonne และ Narbonne และปรับปรุงป้อมปราการอันโอ่อ่าส่วนใหญ่ที่พวกเขายึดมาได้ เช่น ที่ Quéribus, Peyrepertuis หรือ Puylaurent พวกเขายังสร้างอาสนวิหารที่มีป้อมปราการขนาดมหึมาที่อัลบี เพื่อเป็นการประกาศอำนาจสูงสุดเกี่ยวกับการปกครองแบบคาทอลิก และความกลัวการจลาจลในพื้นที่ และเนื่องจาก Languedoc เป็นพื้นที่รอบนอกในแง่ของการพัฒนาในยุโรปเป็นเวลาหกศตวรรษโดยมาก อนุสรณ์สถานในยุคกลางเหล่านี้จำนวนมากได้พังทลายลงมาตามกาลเวลาที่ค่อนข้างไม่บุบสลาย

ในแง่มนุษย์ นักประวัติศาสตร์ประเมินว่าการกดขี่ข่มเหง Cathars ใน Languedoc ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่าครึ่งล้านคน ในแง่วัฒนธรรม การปราบปรามพวกนอกรีตของ Cathar และการรวมอำนาจของฝรั่งเศสใน Occitania นำไปสู่การรัดคอวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปยุคกลาง อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังคงพูดภาษาอ็อกซิตาเนียจนถึงศตวรรษที่สิบเก้า และภาษาอ็อกซิตาเนียยังคงมีชีวิตอยู่ในฐานะชาวพื้นเมืองมาจนถึงทุกวันนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และตั้งแต่ปี 1970 แนวความคิดของ "อ็อก" - และด้วยความทรงจำของ Cathars - ทำให้เกิดการฟื้นฟูที่แข็งแกร่ง แม้กระทั่งในปี 2016 ผู้คนในภูมิภาคใหม่ของฝรั่งเศสก่อตัวขึ้นจากการควบรวมกิจการ ของภูมิภาค Languedoc และ Midi-Pyrenees ได้รับการโหวตให้ฟื้นชื่อ "Occitanie" เป็นชื่อของภูมิภาคใหม่ ถึงกระนั้นก็ตาม วรรณคดีและวัฒนธรรมของชาวอ็อกซิทาเนียซึ่งถูกจุดไฟดับไปในศตวรรษที่ 13 โดยการวางตัวของขุนนางชั้นสูงที่ตอบได้ต่อมงกุฏของฝรั่งเศส ยังไม่เคยมีการจุดไฟขึ้นใหม่อย่างจริงจัง

  • ระยะทางจากปารีส: 800 กม. ทางถนน
  • เส้นทางที่ดีที่สุดทางตอนใต้ของฝรั่งเศส
  • เมืองหลัก: นาร์บอนน์, เบซิเยร์, การ์กาซอน, แปร์ปิยอง
  • สถานีรถไฟหลัก : เบซิเยร์, นาร์บอนน์, แปร์ปิยอง - ทั้งหมดให้บริการโดย TGV จากปารีส Rivesaltes ใกล้ Perpignan สำหรับจุดเริ่มต้นของทางรถไฟสาย Cathar Country คลิกที่นี่เพื่อดูข้อมูลรถไฟสำหรับฝรั่งเศส
  • สนามบินภูมิภาค: Perpignan, Carcassonne

ประเทศคาธาร์ -
Le Pays Cathare

สี่สิบปีที่แล้ว ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ "ประเทศคาธาร์" ที่ไม่น่าแปลกใจเลย เนื่องจากยังไม่มีการกำหนดคำนี้ The term "Cathar country" was first used by the tourist service of the Aude department of southern France, to create a coherence between many of the remarkable local historic monuments, that had witnessed the sieges and massacres that marked the area's turbulent history in and around the twelfth and thirteenth centuries.


Béziers - site of a terrible massacre of Cathars in 1209


6. In 1849, the City of Carcassonne was nearly demolished

Not the news this Carcassonne gargoyle wanted to hear.

Carcassonne was struck off the roster of official fortifications under Napoleon and the Restoration.

It fell into such disrepair that the French government decided that it should be demolished, causing an uproar among local citizens.

Mayor of Carcassonne, Jean-Pierre Cros-Mayrevieille, and writer Prosper Mérimée, inspector of ancient monuments, led a successful campaign to preserve the walled city.

The architect Eugène Viollet-le-Duc was commissioned to renovate the entire city.

Carcassonne. Photo Vicente Villamón


บทนำ

The Cathari (also known as Cathars,Albigensians, or Catharism) were followers of a controversial religious sect that flourished in the Languedoc region of France between the eleventh and thirteenth centuries before they were eradicated by the Albigensian Crusade and the subsequent Roman Catholic Inquisition. The Cathari adopted gnostic, dualist (and perhaps Manichaean beliefs) [1] in their theology, espousing a stark distinction between the physical world (seen as evil) and the spiritual world (seen as good). They also embraced the doctrine of reincarnation, which went against the mainstream Christian teaching of resurrection of the dead. [2] As a result of these heterodox beliefs, the Roman Catholic Church regarded the sect as heretical, and faced with the rapid spread of the movement across the Languedoc regions, as well as the failure of peaceful attempts at conversion, the Vatican launched the Albigensian Crusade to crush the movement.

The heavy-handed approach of the Vatican to the Cathari resulted in much violence and bloodshed in the name of Christian religious orthodoxy. The history of the Cathari, thus, provides an important reminder that the Crusades not only caused deep historical divisions between Muslims and Christians, but also unleashed terror against alleged internal enemies within Christendom, leading to unspeakable horror and abuse.

The origins of the title, “Cathar,” are obscure and shrouded in mystery. The most popular theory is that the word Cathar most likely originated from Greek καθαροί (Katharoi), meaning “pure ones,” a term related to the word Katharsis or Catharsis, meaning “purification.” Another theory is that the term is abusive, referring to the bizarre and obscene ritual “Kiss of the Cat,” which the Cathars were falsely rumored to practice. [3] The first recorded use of the word is by religious authority Eckbert von Schönau, who wrote of heretics from Cologne in 1181: Hos nostra Germania catharos appellat (“In Germany we call these people Cathars”). It seems that the Cathars had no official name for their movement, referring to themselves only as Bons Hommes et Bonnes Femmes (“Good Men and Good Women”).

By the end of the twelfth century, the Cathars were also called Albigensians, which referred to the town of Albi (the ancient Albiga) northeast of Toulouse. However, this geographical reference is misleading because the movement had no center and is known to have flourished in areas that are now parts of Italy (for example, Lombardy and Tuscany), Germany (particularly the Rhineland), Northern France and Belgium, Aragon and Catalonia in today’s Spain, as well as the Languedoc.


Carcassonne Castle History

Carcassonne remained under Visigoth rule from 460 to 725. A Visigothic walled city was built in the 5th century by Euric I, King of the Visigoths. In 508 it withstood attack by Frankish king, Clovis I, but fell to the Moors (Saracens) in 725. The Moorish walled city was renamed Carchachouna. A generation or so later, in 752, the Moors gave way to the Caroligian king, Pépin the Short, who did manage to take Carcassonne, making it a Frankish City. In 1067 Carcassonne became, through marriage, the property of Raymond Bernard Trencavel, viscount of Albi and Nîmes. In the following centuries the Trencavel family allied in succession either with the Counts of Barcelona (later Kings of Aragon) or with the House of Toulouse. They built the Château Comtal and the Basilica of Saint-Nazaire. In 1096 Pope Urban II blessed the foundation stones of the new cathedral. Carcassonne was one of the centres of Occitan culture, where literacy flourished and the troubadour tradition was developed, patronised by great princes like the Trencavel dynasty..

List of site sources >>>


ดูวิดีโอ: เยนกสขาน จอมจกรพรรด แปลโดย จนตกานนท และ ปานสงห (มกราคม 2022).